ผมไปเจอบทความหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก เป็นการแสดงผลเมื่อหาไม่เจอ เราคงไม่อยากให้ผู้ใช้ผิดหวังเมื่อไม่ได้ข้อมูลจากเว็บเรา (สมมติว่าเค้าหวังละกันนะ อย่างน้อยก้ออุตส่าห์กดคลิกมาจาก Google หรือ Search Engine) แปลมาจากเว็บนอก อ่านแล้วอาจงงนิดๆ ลองดูรูปประกอบจะช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น ด้านหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาเว็บไซต์ของเรา เพื่อให้ครอบคลุมมากขึ้น คือความสามารถที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในเว็บไซต์ของเรา แม้ความพยายามในการค้นหาที่ล้มเหลว เช่น ผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นหาเท่ากับศูนย์ การแสดงผลลัพธ์นี้จะขึ้นอยู่กับ "กลยุทธ์เมื่อไม่มีผลการค้นหา" มันไม่ได้จบแค่ผลลัพธ์ 0 แล้วจบกันไม่มีกฎตายตัวที่จะยืนยันได้ว่ามีกลยุทธ์ที่จะใช้เมื่อเมื่อไม่มีหน้าผลลัพธ์การค้นหา แล้วการดำเนินงานจะประสบความสำเร็จแต่มีข้อแนะนำอยู่สี่หลักการออกแบบให้กว้างๆ เพื่อรองรับการค้นหาต่างๆ 1. ไม่ต้องกลัวที่จะบอกฉันไม่เข้าใจ บ่งชี้อย่างชัดเจนว่าไม่มีผลการค้นหา เพื่อให้ผู้ใช้ทำอย่างอื่นต่อ เช่น Google จะบอกว่า No Results found for ... google no results 2. มุ่งหาทางออกให้ผู้ใช้ ตรวจหาว่ามีหน้าผลลัพธ์ที่ใกล้เคียง ตรวจสอบให้แน่ใจถึงการค้นหาทุกสิ่งที่มีประสิทธิผลจะช่วยแก้ปัญหาการที่ไม่มีเงื่อนไขการค้นหา เช่น Google เมื่อไม่เจอคำที่ผู้ใช้หา "KNIFEMANBED" ก้อจะแสดงผลที่น่าจะใช่ Did you mean: KNIFE BAND ออกมาเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้ 3. สร้างกลยุทธ์ การค้นหาโดยนำคำบางส่วนที่ผู้ใช้ค้นไว้มาค้นซ้ำ (robust partial match strategy) แบบ Over - constraining เกิดขึ้นบ่อยที่สุด เช่น จากความผิดพลาดเมื่อค้นหาเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ ซึ่งมีกลยุทธ์การแข่งขันที่แข็งแกร่ง และแต่ละส่วนเป็นสิ่งสำคัญ เช่น Amazon เมื่อหาคำว่า smarty pants good look ซึ่งถ้าค้นตรงๆ จะไม่พบผลลัพธ์ที่เกี่ยวกับคำนี้แต่ Amazon จะนำคำนี้ไปแตกออก (partial) เป็น "pants good look" , "smarty pants good" ,   "smarty pants look" , "smarty good look" และค้นหามาให้ผู้ใช้ ซึ่งจะมีผลลัพธ์อยู่ 4. กลยุทธ์การเตรียมเนื้อหาจากหลายแหล่ง เพื่อเลือกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องมากที่สุดก่อน เพื่อช่วยป้องกันการค้นที่ไม่มีผลการค้นหา และใกล้เคียงกับความต้องการแท้จริงของผู้ใช้ แบ่งเป็นแนวความคิดอื่น ๆ :1. สะกดที่ถูกต้องหรือ แทนคำหลักเดิม(s) หรือเทียบความแตกต่างจากคำศัพท์ที่กำหนดไว้ (ส่วนใหญ่จะสะกดผิดบ้าง เติมมาเยอะเกินบ้างเช่น เติม s เติม for a the)2. ลบบางส่วนของคำหลักเดิม หรือให้ตรงกับบางส่วน (คล้ายๆ ตัดต่อพันธุกรรม ตัดคำนั้นทิ้งบ้าง คำนี้ทิ้งบ้าง)3. ตรงกับหมวดหมู่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องใส่คำหลัก (กำหนดหมวดหมู่เตรียมไว้ให้)4. แสดงการค้นหาชั้นนำที่โดดเด่นจากผลลัพธ์ หรือผลที่นิยมมากที่สุด (พวกคำค้นบ่อยต่างๆ)5. ใช้เครื่องมือ autosuggestion (ดึงข้อมูลจากคำที่ผู้ใช้พิมพ์ หาไปเรื่อยๆจากคำที่พิมพ์เพิ่มๆๆ )6. แสดงแหล่งข้อมูลของบุคคลที่ 3 และโฆษณา (เช่น Adsense , Adwords) ตัวอย่างจาก Google ตัวอย่างจาก Amazon amazon no results suggestion site : http://www.getelastic.com/site-search-strategies-for-no-results-found

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Post Navigation